เบรนแดน ร็อดเจอร์ส FA CUP

การที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ได้มาทำหน้าที่ในฐานะผู้จัดการทีมของ เลสเตอร์ ซิตี้ ต่อจาก โคล้ด ปูแอล ซึ่งทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังนั้นเชื่อว่าทีแรกแฟนๆหลายๆคนอาจมีข้องสงสัยว่าจะเอา ร็อดเจอร์ส ที่เคยล้มเหลวกับหงส์แดงมา แล้วมันจะได้เรื่องหรอ?  แต่ตอนนี้ทุกคนคงจะหายสงสัยกันแล้ว เพราะหลังจากผ่านไป 29 นัดในศึกพรีเมียร์ลีก จิ้งจอกสยาม รั้งอันดับที่สามตามหลังจ่าฝูง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่ 15 แต้ม และตามหลังอันดับที่สอง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้น แถมเกม เอฟเอ คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ ก็สามารถเขี่ย ทัพปีศาจแดงตกรอบไปด้วยสกอร์ 3-1 ยังเหลือถ้วยที่ได้ลุ้นอยู่หนึ่งใบซึ่งถ้าหากทำสำเร็จจะเป็นถ้วย FA CUP ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพวกเขา ซึ่งมันมีหลายๆประเด็นที่ทำให้ เลสเตอร์ ในยุคของ ร็อดเจอร์ส มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ขนาดนี้ จะมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจสามารถติดตามกันต่อได้เลย

การซื้อ-ขาย นักเตะที่ยอดเยี่ยมมากๆ

เจมี่ วาร์ดี้

จากการบริหารทีมของ กลุ่มทุนจากประเทศไทย คิง เพาเวอร์ ที่เข้ามาเป็นเจ้าของทีม เลสเตอร์ ได้รับคำชมจากหลายฝ่ายมาตลอดช่วงเวลา โดยมันมีส่วนทำให้ เลสเตอร์ จากที่เคยเป็นทีมนอกสายขึ้นมาเป็นทีมระดับหัวตาราง แถมยังไปไกลเกินฝันของหลายๆคนเลยด้วยซ้ำในฤดูกาล 2015-16 ที่พวกเขาสร้างเทพนิยายจนกลายเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก แบบเหนือความคาดหมาย การซื้อนักเตะมาแต่ละคนด้วยค่าตัวที่คุ้มค่าและสามารถใช้งานได้ทันที ตั้งแต่ก่อนที่  ร็อดเจอร์ส จะเข้ามาเป็นกุนซือ เลสเตอร์ทำให้เห็นว่านักเตะที่ดีไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป แต่ผลงานหลังจากย้ายเข้ามาอยู่กับทีมแล้วต่างหากที่จะเป็นสิ่งที่วัดความคุ้มค่าของนักเตะเหล่านั้น

และการซื้อนักเตะแต่ละคนที่พวกเขาคว้าตัวมาร่วมทีมด้วยราคาค่าตัวแค่ราวๆ 1 ล้านปอนด์เท่านั้น และการซื้อ ริยาด มาห์เรซ,แฮร์รี่ แม็กไกวร์ และขายออกไปทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2018  ริยาด มาห์เรซ ถูกปล่อยให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 60 ล้านปอนด์ และในช่วงที่ ร็อดเจอร์ส เข้ามาเป็นกุนซือของทีมนั้น เขาก็ยังทำทีมในแบบของเลสเตอร์ได้ดี ด้วยการขาย แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวสูงเป็นสถิติโลก ของตำแหน่งกองหลังในเวลานั้นที่ราคา 80 ล้านปอนด์ และขาย เบน ชิลเวลล์ ให้กับ เชลซี ด้วยค่าตัวถึง 45 ล้านปอนด์ แต่ถึงแม้ เลสเตอร์ ของ ร็อดเจอร์ส จะขายผู้เล่นเหล่านั้นออกไปก็สภาพทีมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรอย่างที่เห็นกันในปัจจุบันเพราะเขาสามารถจัดการทรัพยากรบุคคลได้ดีเยี่ยมเหลือเกิน

เลสเตอร์ ยุคของ ร็อด ก็มีการซื้อผู้เล่นที่เฉียบเหมือนเดิม ด้วยการคว้าตัวเจมส์ จัสติน ที่เล่นได้ดีเกินค่าตัว 6 ล้านปอนด์ไปเยอะมากๆ แต่น่าเสียดายที่ได้รับบาดเจ็บจนต้องพักยาวไป และ เวสลี่ย์ โฟฟาน่า มาร่วมทีม ที่ราคาด 30 ล้านปอนด์ ซึ่งบอกเลยว่าทดแทน แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ได้อย่างสบายๆ และในตอนนี้เก็ป็นหนึ่งในแผงหลังที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของ พรีเมียร์ลีก ประจำฤดูกาล 2020-21 ไปเรียบร้อยแล้ว และอีกหนึ่งคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คือ ยูริ ตีเลมันส์ ที่ซื้อขาดมาด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2019 หลังจากทีแรกในยุคของ ปูแอล อยู่กับทีมด้วยสัญญายืมตัว และก็เป็นกำลังหลักของ ร็อดเจอร์ส ในปัจจุบัน

ฤดูกาลที่แล้ว 2019-2020 เลสเตอร์ ทำผลงานดีและน่าจะจบฤดูกาลใน TOP 4 ของตาราง พร้อมตั๋วไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จนกระทั่งลีกถูกสั่งพักการแข่งขันจากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่หลังจากที่ พรีเมียร์ลีก กลับมาเริ่มเตะกันใหม่อีกครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน ฟอร์มของทีมกลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ จาก 9 เกมที่ เข้าชนะได้ 2 แพ้ 4 เสมอ 3 จบฤดูกาลเป็นอันดับที่ 5 ของตาราง และประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้ ร็อดเจอร์ส และลูกทีมของเขามีความมุ่งมั่นมากขึ้น เพื่อที่ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยในฤดูกาลนี้

เมื่อต้องขาด เจมี่ วาร์ดี้ จะทำอย่างไร

เคเลชี่ อิเฮียนาโช่

คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า เจมี่ วาร์ดี้ ว่าคือหนึ่งในยอดดาวยิงที่ครบเครื่องที่สุดของ พรีเมียร์ลีก ในช่วงเวลานี้ เขายังสามารถพังประตูได้อย่างต่อเนื่องและสร้างปัญหาให้กับแนวรับของคู่ต่อสู้ ทั้งๆที่ตอนนี้เขามีอายุ 34 ปีแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาที่ เลสเตอร์ ต้องขาด วาร์ดี้ ไปจริงๆ ถึงเวลานั้นจะเป็นอย่างไร จะเห็นว่า ร็อดเจอร์ส วางแผนให้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ขึ้นมาเป็นตัวแทน วาร์ดี้ เรียบร้อยแล้ว โดย อิเฮียนาโช่ ก็ทำได้ถึง 7 ประตูจาก 4 เกมหลังสุดที่เจ้าตัวได้โอกาสลงเล่น และยังสามารถกด แฮตทริกได้อีกด้วยในเกมที่เจอกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และเขายังพอมีเวลาที่จะเรียนรู้จาก เจมี่ วาร์ดี้ ยอดดาวยิ่งรุ่นพี่ซึ่งมีอายุต่างกันถึงสิบปี และน่าจะอัพเกรดตัวเองให้ขึ้นมาเป็นยอดกองหน้าอีกคนของทีมได้ในไม่ช้าเพราะว่ามีอาจารย์ที่ดีคอยถ่ายทอดวิชาให้

FA CUP  ครั้งแรกของสโมสร

FA CUP LEICESTER CITY

ในฤดูกาล 2019-2020 เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ได้จุดประกายความหวังให้กับแฟนๆของ จิ้งจอกสยาม เอาไว้หลังพาทีมเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศของถ้วย คาราบาว คัพ และในปีนี้หลังจากผ่าน แมนยู มาได้ในศึก FA CUP รอบที่แล้วก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะ ด่านต่อไปก่อนรอบชิงชนะเลิศ คือ เซาธ์แฮมป์ตัน ซึ่งถ้าวัดจากฟอร์มการเล่นตัวผู้เล่นแล้วนั้นยังเป็นรองทีมของพวกเขาอยู่มากถ้าไม่ทีอะไรพลิกล็อค เลสเตอร์จะผ่านเข้ารอบชิง ไปเจอกับผู้ชนะระหว่าง แมนฯซิตี้ และ เชลซี ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทีมไหน ในนัดชิง อะไรก็เกิดขึ้นได้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส และลูกทีม อาจจะซิวถ้วย FA CUP มาครองได้เป็นครั้งแรกให้กับสโมสรก็เป็นได้

แทงบอล กับ เว็บแทงบอลออนไลน์ ที่ดีที่สุด

สมัครสมาชิกแทงบอลกับเว็บ OLE98 เว็บที่มีราคาต่อรองและราคาค่าน้ำที่ดีที่สุด   <<< ได้ที่นี่ >>>

สมัครole98
แอดไลน์ole98
คะแนนของเรา
ให้คะแนนของบทความ

9 thoughts on “เลสเตอร์ จะคว้าถ้วย FA CUP เป็นครั้งแรกในปีนี้ได้หรือไม่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *